ขงจื้อกับพระอาทิตย์ คำคมสอนใจคนดื้อรั้น

ปัจจุบัน สังคมของคนเราเข้าสู่ยุคดิจิตอลและสื่อออนไลน์ที่ทุกคนสามารถเข้าถึงข้อมูลความรู้ต่าง ๆ ได้ทุกที่ทุกเวลา ไม่ว่าใครก็สามารถค้นหาสิ่งที่ตัวเองต้องการรู้ได้จากอินเทอร์เน็ต แต่ถึงอย่างนั้น สังคมของเราก็ยังเต็มไปด้วยคนที่มักเอาความคิดและมุมมองของตัวเองเป็นใหญ่ โดยไม่ยอมเปิดรับความคิดหรือมุมมองที่แตกต่างของคนอื่น หรือแม้แต่จะค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติมด้วยตัวเองก็ไม่ทำ จนทำให้การทำงานร่วมกับคนอื่นเกิดปัญหา

ดังนั้น วันนี้เราจึงมีนิทานสอนใจเรื่อง “ขงจื้อกับพระอาทิตย์” ซึ่งมีคำคมดี ๆ มาฝาก เป็นข้อคิดสอนใจคนดื้อรั้นที่ไม่ฟังคนอื่น

เมื่อครั้งประเทศจีนยังคงแบ่งออกเป็นแคว้นเล็กแคว้นน้อยเมื่อกว่า 2,500 ปีก่อน “ขงจื้อ” นักปราชญ์ถูกยกย่องว่ามีความรู้และมีชื่อเสียงอย่างมากในยุคนนั้นได้ออกเดินทางท่องเที่ยวสอนหนังสือไปตามแคว้นต่าง ๆ จนวันหนึ่งรถม้าของขงจื้อได้วิ่งผ่านถนนที่มีเด็ก 2 คนกำลังโต้เถียงกันอย่างเอาเป็นเอาตาย ขงจื้อจึงเดินลงจากรถแล้วถามเด็กน้อยทั้งสองคนว่า “พวกเจ้ากำลังโต้เถียงเรื่องอะไรกัน?”

เด็กน้อยคนหนึ่งจึงตอบว่า “ท่านลุง ท่านคือใคร ท่านเป็นผู้ใหญ่ จะต้องมีความรู้มากกว่าเด็กอย่างพวกเราแน่ ๆ เช่นนั้นขอเชิญให้ท่านช่วยตัดสินให้พวกเราด้วย”

ขงจื้อจึงตอบว่า “ข้าคือขงจื้อจากแคว้นหลู่ เชิญพวกเจ้า บอกปัญหามาเถิด”

เด็กสองคนได้ยินว่ากำลังสนทนาอยู่กับปราชญ์ใหญ่ก็ดีใจมากพร้อมกับกล่าวว่า “ที่แท้ท่านคือ ขงจื้อ เช่นนั้นท่านต้องตัดสินปัญหาให้เราได้แน่นอน เพราะใคร ๆ ก็บอกว่าท่านนั้นฉลาดที่สุดในโลก”

หลังจากนั้น เด็กทั้งสองคนจึงเล่าต้นสายปลายเหตุว่า ทั้งสองกำลังโต้เถียงกันเรื่องพระอาทิตย์ว่าระหว่างตอนเช้ากับตอนเที่ยง เวลาไหนพระอาทิตย์อยู่ใกล้แผ่นดินมากกว่ากัน เด็กคนแรกสันนิษฐานว่า ตอนเช้าพระอาทิตย์อยู่ใกล้แผ่นดินมากกว่า เพราะพระอาทิตย์ยามเช้านั้นดวงใหญ่พอ ๆ กับล้อรถ แต่พอตอนกลางวันกลับหดเล็กลงเหลือขนาดเท่าชามข้าว ส่วนเด็กอีกคนสันนิษฐานว่า ตอนเช้าพระอาทิตย์ไม่ร้อน แต่พอตอนกลางวันกลับแผ่ความร้อนจนคนเหงื่อท่วม แปลว่า ตอนเช้าพระอาทิตย์อยู่ห่างแผ่นดิน ตอนกลางวันพระอาทิตย์อยู่ใกล้แผ่นดินต่างหาก

ขงจื้อได้ฟังความเห็นของเด็กทั้งสองแล้วก็เกิดความลำบากที่จะให้คำตอบ จึงนิ่งเงียบไปชั่วขณะ ก่อนจะตอบว่า “ข้าไม่อาจตัดสินได้ว่าความเห็นข้อไหนถูก เพราะข้าก็ยังไม่มีความรู้เรื่องนี้มาก่อน”

เด็กสองคนได้ฟังคำตอบก็ต่างกล่าวว่า “แม้แต่ท่านขงจื้อผู้ยิ่งใหญ่ยังจนปัญญา แล้วเด็กอย่างพวกเราจะมีความรู้สักเท่าไหร่กันเชียว แต่กลับยืนกรานหัวชนฝาว่าความคิดของตัวเองถูกอยู่ฝ่ายเดียว ช่างโง่เขลาเสียจริง ๆ ”

นับตั้งแต่นั้น วลีว่า “ขงจื้อกับพระอาทิตย์” ได้กลายเป็นคำคมสอนใจของชาวจีนมาตลอด 2 พันกว่าปี โดยใช้เปรียบเปรยกับเหล่าคนดื้อด้าน ใจคอคับแคบ ไม่ยอมรับฟังความเห็นหรือมุมมองที่แตกต่างจากคนอื่น เปรียบเหมือนเด็กน้อยทั้งสองคนที่มีความรู้เพียงแค่น้อยนิด แต่กลับเชื่อมั่นในความเห็นของตัวเอง เถียงกันจนหน้าดำคร่ำเครียด ขณะที่ขงจื้อแม้ได้ชื่อว่าเป็นปราชญ์ใหญ่ แต่กลับยินดีรับฟังความเห็นของเด็กทั้งสอง และไม่ตัดสินว่าความคิดของใครถูกหรือผิด เพราะตัวเองไม่มีความรู้ในเรื่องนี้เช่นกัน

ดังนั้น เราทุกคนควรเปิดใจให้กว้าง พร้อมเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ตลอดเวลา โดยเฉพาะในยุคที่การค้นหาความรู้ทำได้ง่ายดายแค่ปลายนิ้ว ก็ยิ่งต้องเปิดใจรับความคิดใหม่ ๆ อยู่เสมอ ไม่ใช่มีแต่ความคิดคับแคบเหมือนกบในกะลานั่นเอง

ขงจื้อกับพระอาทิตย์ คำคมสอนใจคนดื้อรั้น